ฤา เป็นคำสั่งจากฟากฟ้า


จากคนชอบถ่ายภาพธรรมดา สู่จิตอาสาบันทึกภาพการแสดงมหรสพสมโภช

งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ

พระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร

เชื่อว่าคนที่รักการถ่ายภาพหลายๆ คนอยากมีส่วนร่วมในการบันทึกภาพประวัติศาสตร์

แต่ด้วยงานที่ทำและมีครอบครัวอยู่ต่างจังหวัด โอกาสที่จะได้เข้าเป็นส่วนหนึ่ง

ในการบันทึกหน้าประวัติศาสตร์ของประเทศไทยคงเป็นไปได้ยาก ได้แต่หวังว่าจะขออาสาถ่ายภาพพิธีถวายดอกไม้จันทน์ในส่วนใดส่วนหนึ่งที่จัดขึ้นที่จังหวัดสิงห์บุรี (สถานที่ปฏิบัติงาน)

เหมือนฟ้ารับรู้ความปราถนาในใจอย่างแรงกล้า

ก่อนวันพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ประมาณ 3 สัปดาห์

พี่ใหญ่ช่างถ่ายภาพโขนระดับแนวหน้า inbox มาคุยแลกเปลี่ยนความรู้เรื่อง

เลนส์ที่เหมาะกับการถ่ายการแสดงโขน

ผมบอกพี่ใหญ่ว่า อยากให้เอาเลนส์ที่ผมมีไปลองถ่ายก่อน เพื่อตัดสินใจว่า

ควรซื้อหรือไม่

เพราะเลนส์แต่ละชิ้น อาจจะเหมาะกับบางงานเท่านั้น ไม่อยากให้เสียเงิน

โดยที่ได้ของมาแล้วไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ของการถ่ายภาพ

ผมกับพี่ใหญ่มีโอกาสได้รู้จักกันครั้งแรกในการจัดแสดงโขนที่มิวเซียมสยาม

และไม่ได้พบเจอกันตั้งแต่วันนั้นกว่า 3 ปี แต่ผมก็ติดตามงานถ่ายภาพของพี่ใหญ่มาโดยตลอด

ช่วงหลังๆ พี่ใหญ่เริ่มมีชื่อเสียงจากการถ่ายภาพโขนมากขึ้น

ผลงานล่าสุดได้จัดแสดงนิทรรศการภาพถ่าย

เบื้องหน้า เบื้องหลัง โขน – ละคร

เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2560

ณ ศูนย์การค้าริเวอร์ ซิตี้ กรุงเทพฯ

ฟ้าประทานความฝันให้กลายเป็นจริง

พี่ใหญ่โทรศัพท์มาคุยเรื่องเลนส์ถ่ายภาพเหมือนเช่นเคย และ

ก่อนที่จะวางสายแยกย้ายกันไป พี่ใหญ่บอกว่าจะเข้าไปถ่ายภาพการแสดงมหรสพสมโภช งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงฯ ในวันที่ 26 ตุลาคม 2560

(ไม่แปลกใจเลยที่พี่ใหญ่มีโอกาสได้เข้าไปถ่ายภาพ) และมีคนขอเข้าไปถ่ายภาพในครั้งนี้ด้วยเยอะพอสมควร

ผมเองรู้ว่าตัวเองคงไม่มีโอกาสได้ไปงานนี้แน่นอน เพราะฝีมือการถ่ายภาพ

อยู่ในขั้นพื้นฐานเท่านั้น ก็เลยไม่ได้เอยปากขอติดตามพี่ใหญ่เข้าไป

ถ่ายภาพด้วย

แต่จะด้วยฟ้าหรืออะไรก็ตามดลจิตดลใจให้พี่ใหญ่

ถามคำถามสั้นๆ แต่มีความหมายที่ยิ่งใหญ่

“ฉัตร อยากเข้าไปถ่ายภาพโขนรึเปล่า”

ลองเป็นคุณได้ยินคำถามนี้ คุณจะตอบว่า....

"ไปครับ"

คือคำตอบสั้นๆ ของผม

ความรู้สึก ณ ขณะนั้น ปลาบปลื้มเป็นที่สุด

หรือฟ้าได้ยินคำอ้อนวอน

นี่เราจะได้สนองคุณท่าน

ถึงเพียงนี้เชียวหรือ

หลังจากนั้นไม่นาน ก็ได้รับคำตอบเป็นที่แน่ชัดว่า ขั้นตอนการตรวจประวัติอาชญากรรม “ผ่าน” แสดงว่าผมเป็นบุคคลที่ปลอดภัยในระดับหนึ่งนะ

ให้มารับบัตรและปลอกแขน และเข้าไปถ่ายภาพซ้อมใหญ่การแสดง

มหรสพสมโภช โดยให้มาที่โรงละครแห่งชาติ ในวันเสาร์ที่ 21 ตุลาคม 2560 ก่อนเวลา 15.30 น.

วันที่ 21 รีบเดินทางเข้า กทม. อย่างเร่งด่วน โดยส่งลูกๆ ที่บ้านปู่บ้านย่า และรีบออกจากบ้านทันที เพราะรู้มาว่าจะมีการปิดการจราจรบางพื้นที่

ขอบคุณลูกๆ และครอบครัวที่เข้าใจว่าพ่อก็มีหน้าที่อีกหน้าที่ที่ต้องทำ

แหงนมองฟ้า ฝนก็ทำท่าจะตก

ตัดสินใจขับรถไปจอดไว้ที่ทำงาน

ในส่วนกลางใกล้กับหอสมุดแห่งชาติ

แล้วไปรถเมล์ดีกว่า

ระหว่างเดินไปป้ายรถเมล์ฝนก็เริ่มลงเม็ด ดีนะที่ไปถึงป้ายรถเมล์ก่อนที่ฝนจะตกหนัก

ใกล้ๆ จะถึงบางลำภูฝนเริ่มเบาลง และหยุดในที่สุด แต่ที่สัมผัสได้คือ รถติด

สิ่งที่หนักใจกว่ารถติดก็คือ มีข่าวแว่วมาว่าห้ามกล้องที่มีเลนส์ซูมเข้าไปถ่ายภาพ แล้วจะผ่านจุดคัดกรองเข้าไปได้ยังไงเนี่ย

ไม่รู้ละมาแล้วนี่ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ เจ้าหน้าที่ตำรวจประจำจุดเค้าไม่ตรวจอะไรผมเลย คำถามซักคำก็ไม่มี

เท่านั้นยังไม่พอ พอถึงโรงละครแห่งชาติ มีป้ายติดไว้ว่า

"เฉพาะนักแสดงและผู้ปฏิบัติหน้าที่"

บัตรอะไรก็ไม่มี หน้าตาก็บ้านนอก ลองเนียนๆ เดินเข้าไปเลยก็แล้วกัน

เจ้าหน้าที่ที่อยู่ที่ประตูก็ไม่ได้พูดอะไร แค่มองดูเท่านั้น

เหมือนทุกอย่างจะง่ายไปหมด ง่ายจนรู้สึกผิดสังเกต สงสัยฟ้าคงปูทางให้เรียบร้อย

เลยไม่เจออุปสรรคใดๆ เลย

วันที่ 22 ตุลาคม 2560 เป็นอีกวันที่มีการซ้อมใหญ่การแสดงมหรสพสมโภช

ก่อนการฝึกซ้อมฝนก็ตกหนักเหมือนเช่นเมื่อวาน

แต่พอใกล้ถึงเวลาฝึกซ้อม

ฝนก็หยุด เป็นอะไรที่ไม่น่าเชื่อจรืงๆ

อาจจะเป็นเพราะกรมศิลปากร

ได้ทำการบวงสรวงขอไม่ให้ฝนตก

ในช่วงระยะเวลาการซ้อมและการแสดงไว้รึเปล่าก็ไม่รู้

แต่เมื่อมองไปทางด้านทิศใต้

(หลังวัดพระแก้ว)

ก็ทำให้ใจหวั่นๆ ว่าจะมีฝนตกลงมาอีกหรือไม่ เพราะฟ้าแลบตลอดเวลา

ผู้ควบคุมการแสดงบนเวที

ก็พูดอยู่นั่นแหละ

เดี๋ยวฝนจะตกแล้วรีบๆ กันหน่อย

แต่โชคดีที่ไม่มีฝนตก จนกระทั่ง

ผมกลับถึงบ้าน ฝนก็เทกระหน่ำลงมาแบบไม่เกรงใจกันเลย

26 ตุลาคม 2560

ภาพข่าวจากสื่อมวลชนทุกแขนงล้วนต้องตรงกันว่า มีคนที่หัวใจจงรักและภักดี

จากทั่วทุกสารทิศต่างมุ่งหน้าสู่สนามหลวงโดยไปนั่งรอนอนรอกลางแดด

และสายฝนที่โหมกระหน่ำที่จุดคัดกรองกันตั้งแต่วันที่ 23

จนกระทั่งคืนวันที่ 25 ผู้คนเริ่มหนาตาขึ้นเรื่อยๆ หลายคนเริ่มเข้าไม่ถึงต้องรอ

ผ่านจุดคัดกรองเป็นระยะทางยาว มีการจำกัดจำนวนคนที่จะเข้าพื้นที่สนามหลวง สิ่งต่างๆ เหล่านี้ เริ่มส่งผลให้เกิดความกังวลว่า วันที่ 26 จะเข้าพื้นที่ได้หรือไม่

พี่ใหญ่โทรมาบอกว่าถ้าเข้าไปก่อนวันที่ 26 ได้จะยิ่งดี เพราะเกรงว่าจะเข้าไม่ได้

แต่ถ้าจะมาวันที่ 26 ให้มาถึงกรมศิลปากรก่อนเวลา 15.30 น.

เพราะต้องเข้าพื้นที่พร้อมกับนักแสดง

แต่คงไปก่อนไม่ได้ เพราะคุณพ่อคุณแม่และลูกๆ อยากไปถวายดอกไม้จันทร์ที่วัดใกล้บ้าน

เช้าวันที่ 26 ก็รีบออกจากบ้านกันตั้งแต่เช้า

เพียงแค่ 10 นาทีก็ไปถึงวัดสเมียนนารี

ไม่น่าเชื่อว่าแค่แปดโมงกว่าๆ ก็มีคนไปรอก่อนหน้าพวกเรานับพัน

ประเมินสถานการณ์แล้วว่า ถ้าอยู่รอจนกว่าจะได้ถวายดอกไม้จันทร์คงจะไปถึงกรมศิลปากรไม่ทันเวลาแน่ๆ

ตัดสินใจให้ปู่ย่าและหลานๆ

อยู่ถวายดอกไม้จันทร์ก็แล้วกัน

ส่วนผมรีบขับรถกลับบ้านเพื่อมาเอาอุปกรณ์ถ่ายภาพ และนั่งแท๊กซี่เพื่อไปที่ท่าเรือ

เกียกกาย

การเดินทางน้ำน่าจะเร็วที่สุด ที่ไหนได้พอไปถึงท่าเรือ นายท่าแจ้งว่า เรือไปถึงแค่ท่าเทเวศน์เท่านั้น

เอาละซิ นี่ ก็ 11 โมงกว่าแล้ว จะไปทันรึเปล่า เทเวศน์ก็เทเวศน์ไม่มีทางอื่นนี่เพราะเส้นทางอื่นก็ปิดการจราจรหมดแล้ว

ขึ้นฝั่งแล้วค่อยคิดหาทางอีกทีก็แล้วกัน ในใจก็คิดว่าถ้าเดินไปก็พอได้อยู่

ไม่ได้ไกลอะไรมากนัก แต่ที่เป็นกังวลก็คือจำนวนคนที่มากมายจะทำให้

เดินไปด้วยความล่าช้า

พอขึ้นจากเรือมาถึงที่ทางเข้าท่าน้ำ มีพี่ๆ มอเตอร์ไซด์รับจ้างรออยู่เยอะมาก หลายคนที่ไม่อยากเดินก็ไปคุยกับพี่ๆ มอเตอร์ไซด์รับจ้าง

พี่วินผู้หญิงท่าทางทะมัดทะแมงสบตาและยิ้มให้ ผมบอกว่าต้องไปทำงานให้กรมศิลปากร และต้องไปเข้าทางจุดคัดกรองสะพานพระปิ่นเกล้าให้เร็วที่สุด

เท่าที่จะเร็วได้ ไม่งั้นไม่ทันเวลา

พี่วินเค้าบอกว่าไม่รู้จะไปได้ไกลขนาดไหน แต่จะลองดู ได้แค่ไหนก็แค่นั้นนะ

เป็นอะไรที่น่าทึ่งมาก พี่เค้าเข้าซอยโน้น ออกซอยนี้ เข้าถนนสายหลัก ลัดเลาะ

ไปเรื่อย

ระหว่างทางก็มีผู้คนเดินมุ่งหน้าไปในทางทิศเดียวกันคือสนามหลวง

มาโผล่อีกทีที่ป้อมพระสุเมรุ

ติดกับสวนสันติชัยปราการ

ไม่มีคนเดินบนถนนเลย

ทุกคนไม่เดินก็นั่งเป็นแถวยาวด้านหลังแผงกั้นริมถนน

บนถนนมีแต่เจ้าหน้าที่ตำรวจ และจิตอาสาที่มาคอยช่วยเหลือผู้ที่เดินทางมาร่วมพิธีเต็มไปหมด

เมื่อจ่ายค่ารถแล้วก็รีบเข้าจุดคัดกรองสำหรับเจ้าหน้าที่ผู้มาปฏิบัติงาน

ผ่านฉลุยเหมือนเช่นเคย

จากท่าเรือเทเวศน์ถึงจุดคัดกรองใต้สะพานพระปิ่นเกล้าใช้เวลาไม่เกิน 10 นาที 11.45 น. ก็ถึงโรงละครแห่งชาติ ซึ่งเป็นสถานที่นัดหมาย จากที่คิดว่าจะมาไม่ทันเวลา แต่กลายเป็นว่ามาก่อนเวลา เป็นอะไรที่เกินความคาดหมายจริงๆ

ทีมงานนักแสดงจะตั้งแถวเพื่อเข้าไปปฏิบัติหน้าที่เวลาประมาณ 16.00 น. ก่อนถึงเวลาประมาณ 30 นาที ฝนตกก็หนักอย่างไม่ลืมหูลืมตา

ก่อนที่ในหลวงรัชกาลที่ 10 จะเสด็จพระราชดำเนินมายังพระที่นั่งทรงธรรม

ฝนก็หยุดตก ช่างน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก

จากที่ฝนตกทำให้การเดินแถวเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ของนักแสดงล่าช้า

กว่าที่กำหนด เมื่อไปถึงหลังเวทีนักแสดงทั้งสามเวทีก็ยังไม่สามารถทำการแสดงได้เนื่องจากพระราชพิธีในบริเวณพระเมรุมาศยังคงดำเนินอยู่

ประกอบกับต้องรอจนกว่าในหลวงรัชกาลที่ 10 จะเสด็จพระราชดำเนินกลับ

ประมาณสองทุ่มเศษการแสดงทั้งสามเวทีก็เริ่มขึ้นในเวลาที่ใกล้เคียงกัน

การแสดงเริ่มไปได้ไม่นานนัก ทุกอย่างก็ต้องหยุดลงชั่วคราวเนื่องจาก

ในหลวงรัชกาลที่ 10 เสด็จพระราชดำเนินมายังพระที่นั่งทรงธรรม

ผมก็เดินไปหาที่นั่งพักหลังเวที นั่งๆ อยู่ก็ได้ยินเสียงการแสดงเริ่มขึ้นอีกครั้ง

ดูจากในทีวี ในหลวงรัชกาลที่ 10 ท่านยังไม่เสด็จกลับนี่นา

แล้วการแสดงเริ่มได้อย่างไร

เพื่อให้สิ้นข้อสงสัย จึงเดินไปถามผู้ควบคุมเวที และได้รับคำตอบว่าราชองค์รักษ์แจ้งมาว่าในหลวงทรงมีพระราชดำรัสให้การแสดงดำเนินต่อไป เพื่อให้ประชาชนที่มาร่วมพิธีได้ชม และเป็นไปตามระยะเวลาที่กำหนดไว้

ก็ย้ายตัวเองไปที่หน้าเวทีเพื่อเตรียมตัวที่จะบันทึกภาพการแสดง

"บัลเลต์ มโนราห์” ระหว่างที่ถ่ายภาพไปเรื่อยๆ ก็หันหลังกลับไปมองพระเมรุมาศอยู่เนืองๆ ในทันใดนั้นเองก็เห็นควันลอยออกจากพระเมรุมาศ

ทำไมการแสดงไม่หยุดให้พสกนิกรผู้ภักดีได้ถวายความอาลัยครั้งสุดท้าย

หลายคนก้มลงกราบ หลายคนนั่งปาดน้ำตา บางคนนังพนมมือตัวสั่นเทา

ใจก็ไม่อยากถ่ายภาพอีกต่อไป อยากจะก้มลงกราบเช่นคนอื่นๆ แต่เพราะหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย ให้บันทึกภาพการแสดง

นักแสดง และนักดนตรีบนเวทีก็คงเห็นภาพนี้เช่นเดียวดัน

ใจของแต่ละคนก็คงสลายไม่ต่างกัน แต่ทุกคนมีหน้าที่ที่ต้องทำเพื่อพระองค์ท่านครั้งสุดท้าย หน้าที่จึงเป็นหน้าที่ที่ต้องทำต่อไป

ผมก็ยังหันมามองพระเมรุมาศอยู่เรื่อยๆ จนการแสดงบัลเลย์จบลง

จึงได้หันไปยืนแสดงความอาลัย และไปถ่ายภาพในเวทีอื่น

เหตุที่การแสดงไม่หยุดลง อาจเป็นเพราะพระองค์ทรงไม่อยากให้พสกนิกรของพระองค์เศร้าใจไปมากกว่านี้

ทรงเก็บความเสียพระทัยไว้กับพระองค์เอง อันเป็นพระมหากรุณาธิคุณยิ่ง

แก่ปวงพสกนิกรทั้งปวง

ยอมรับว่าเป็นการถ่ายภาพที่เหนื่อยมากจนแทบหมดแรง

จนใกล้เวลาตีสามของวันใหม่ รู้สึกตัวเองว่าไม่ไหวแล้ว

จึงนั่งลงกับพื้น และอยู่ดีๆ ก็สะดุ้งตัว เพราะหลับใน

เมื่อรู้สึกตัวอีกทีก็กดชัตเตอร์ต่อเพื่อถ่ายภาพ

จนเวลาประมาณตีห้าก็ต้องตัดสินใจ

เดินออกจากบริเวณพื้นที่การแสดง

ระหว่างทางกลับบ้านก็คิดว่าทำไม

ถึงมีโอกาสได้ทำหน้าที่ถ่ายภาพ

การแสดงมหรสพสมโภช

ทั้งเริ่มต้น จนสิ้นสุดหน้าที่

ไม่มีอุสรรรคใดๆ เลย ไม่โดนฝน

การเดินทางก็ราบรื่น

เหมือนทุกอย่างถูกเตรียมไว้พร้อม

เพื่อที่จะให้ทำหน้าที่ถ่ายทอด

ส่วนหนึ่งของพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ ให้สุดความสามารถที่มี

สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นอาจจะเป็นเพราะ ฟ้าสั่งให้มาทำหน้าที่นี้

"การถ่ายภาพเป็นงานศิลปะ เป็นของดีมีประโยชน์ ขออย่าได้ถ่ายภาพกันเพื่อความสนุกสนานหรือความสวยงามเท่านั้น จงใช้ภาพให้เกิดคุณค่าแก่สังคม

ให้เป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม งานศิลปะจะได้ช่วยพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าได้อีกแรงหนึ่ง"

"Photography is art and is useful. Please do not take pictures merely for fun or beauty. Use your pictures to bring value to society,to benefit the public. In this way,art can also contribute to the development of the country."

พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 แสดงไว้ ณ The First Annual Bangkok Art & Photography Event 2007

สิ่งที่ทำในครั้งนี้ อาจจะไม่มีใครรับรู้

แต่เป็นมงคลของชีวิตที่ได้มีโอกาสได้ใช้ความสามารถ ในทางที่เป็นประโยชน์

และเป็นความทรงจำที่จะจดจำตราบสิ้นลมหายใจ ว่าครั้งหนึ่งได้ถวายงานแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร

ขอบพระคุณ

พี่ใหญ่ : Biggy Somboondee

สำนักสังคีต กรมศิลปากร

นักแสดง นักดนตรี ผู้ขับร้อง และผู้ที่อยู่เบื้องหลังทุกท่าน


Featured Posts
Posts Are Coming Soon
Stay tuned...
Recent Posts
Archive
Search By Tags
No tags yet.
Follow Us
  • Facebook Basic Square
  • Twitter Basic Square